ดอกม่วงเทพรัตน์

posted on 04 Mar 2010 15:09 by moolucky

วันนี้ไปจองมาแล้วจ้า  ดอกม่วงเทพรัตน์  หาข้อมูลเขาว่ามีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วย  แต่กว่าจะได้ก็เดือนหน้านู้นแหละ  หมดเขตวันที่ 15 มี.ค. 53  ไปรับของ 2-9 เม.ย. 53 

เอารายละเอียดดอกม่วงเทพรัตน์มาให้ดู  ส่วนใครสนใจก็เข้าไปได้ที่ www.rspg.or.th 

 

ม่วงเทพรัตน์คือไม้ดอกสีม่วงอมฟ้า เกสรสีเหลือง

กลีบดอก 5 แฉก อวดสีสันนุ่มตา กลิ่นกรุ่นหอมจางๆยามลมรำเพย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนาม หลังจาก โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพ.สธ.) ขอพระราชทานนามพันธุ์ไม้เทศชื่อ exacum ให้เป็นนามเรียกขานของไพร่ฟ้าประชาไทย

พระองค์ได้พระราชทานชื่อสามัญเป็นภาษาไทย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552

กลางแสงแดดสายวันหนึ่งในเดือนแห่งความรัก หน้าโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ภายในสวนจิตรลดา ดอกม่วงเทพรัตน์อวดกลีบตระการ บ้างอยู่ในขวดแก้วใส มองเห็นลำต้นสด ใบเขียวสด และดอกสีม่วง บ้างอยู่ในกระถางเล็กๆวางเรียงราย

เด็กนักเรียนพากันเพ่งพิศ ก่อนบันทึกไว้ในความทรงจำ มองตามสายตาของนักเรียนเข้าไป ภายในห้องกระจกใสของโครงการ เต็มไปด้วยขวดใสเล็กๆ เรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมที่จะนำแจกจ่ายให้ผู้สนใจ

ม่วงเทพรัตน์ในสายตาของทุกคน ที่ยืนอยู่หน้าโครงการนี้ ดร.ปิยรัษฎ์ เจริญทรัพย์ ฟันเฟืองสำคัญของ อพ.สธ.บอกว่า ถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะ socotra หมู่เกาะเยเมน ในมหาสมุทรอินเดีย

พันธุ์พืชนี้ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ ได้รับพระราชทานเนื้อเยื่อพันธุ์ พร้อมพืชอื่นๆ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี ให้ขยายพันธุ์และเก็บรักษาพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อวันที่ 27 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2551

สืบมาพบว่า เนื้อเยื่อพืชที่ได้รับเหล่านั้น มีพืชชนิดหนึ่งที่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ดี และสามารถออกดอกในสภาพเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ สม่ำเสมอคือ Exacum affine หรือ Persian Violet หรือ ม่วงเทพรัตน์ ในปัจจุบัน

"ม่วงเทพรัตน์  เป็นดอกไม้ที่มีศักยภาพในการผลิดอกได้ในขวดและพื้นที่โดยทั่วไป  และสีม่วงเป็นสีประจำพระองค์  เราจึงขอพระราชทานนาม"

ดร.ปิยรัษฎ์บอกและอธิบายว่าลักษณะของม่วงเทพรัตน์เป็นไม้ล้มลุก ใบมีสีเขียวเข้ม รูปไข่ ยาวไม่เกิน 4 ซม. ความสูงประมาณ 60 ซม. โดยทั่วไปออกดอกในช่วงหน้าร้อนและใบไม้ผลิ แต่สำหรับเมืองไทย ซึ่งอากาศร้อน จะออกดอกสวยงามดีในฤดูหนาว

นายพรชัย จุฑามาศ รองผู้อำนวยการ อพ.สธ. บอกด้วยความประทับใจว่า "ครั้งแรกที่เห็นดอกม่วงเทพรัตน์ก็ประทับใจ เพราะเป็นดอกไม้สีม่วง เกสรสีเหลือง กลิ่นหอม หาได้ยาก มีคุณค่า เราได้ขยายพันธุ์และทดลองปลูกจนได้ผลสมบูรณ์ น่าจะเป็นดอกไม้ที่ประชาชนชื่นชอบด้วย"

ลักษณะพิเศษของม่วงเทพรัตน์ นอกจากเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในขวดแล้ว ยังออกดอกในขวดได้ด้วย และยังสามารถปลูกในสภาพธรรมชาติได้ปกติ ด้วยการปักชำ สภาพอากาศบ้านเราก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี

การขยายพันธุ์ ดร.ปิยรัษฎ์บอกว่าทำได้ง่าย คล้ายๆกับดอกคุณนายตื่นสาย ดอกไม้พันธุ์ทรหดของบ้านเรา คือใช้กิ่งปักชำ แม้ตอนเพาะเนื้อเยื่อต้องมีห้องปรับอากาศ แต่เมื่อต้นแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้ว เราสามารถออกปลูกในสภาพธรรมชาติได้ ไม่มีปัญหา แม้จะเป็นไม้ต่างประเทศก็ตาม

การปลูกและเตรียมดิน ดร.ปิยรัษฎ์บอกว่า ใช้ขี้เถ้า 1 ส่วน ผสมกับแกลบ 1 ส่วน แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ใช้ดินร่วนธรรมดาๆ ก็ได้ ลงดินแล้วก็รดน้ำปกติ เหมือนรดน้ำดอกไม้ทั่วไป เมื่อลำต้นแข็งแรงดีแล้วก็จะให้ดอก แต่ละต้นมีอายุประมาณ 1 ปี

เมื่อได้ต้นที่แข็งแรงแล้ว การขยายพันธุ์สืบไปจะใช้เมล็ดเพาะปลูก หรือจะหักกิ่งไปปักชำก็ได้ ไม่จำเป็นต้องหาซื้อใหม่ เพราะเป็นพืชที่เกิดง่าย  โตง่าย  ขยายพันธุ์ได้ดี  จะใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับตกแต่ง สถานที่ก็สวยงาม

เนื่องในวโรกาส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระชนมายุ 55 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553 นี้ โครงการฯเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้นำพันธุ์ ม่วงเทพรัตน์ ไปปลูกจำนวน 155,555 ขวด ในราคาขวดละ 155 บาท

ผู้สนใจสั่งจอง ติดต่อได้โดยตรงที่ อพ.สธ. โทรศัพท์ 0-2282-1850 หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ Homepage: www.rspg.or.th เพื่อจะได้หาที่สั่งจองใกล้ๆบ้าน

ดร.ปิยรัษฎ์บอกว่ารายได้จากการจำหน่าย หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแล้ว จะนำไปเป็นทุนในการก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันคล้ายวันราชสมภพ

การเปิดให้จองอยู่ในวโรกาสอันเป็นมงคลนี้เท่านั้น คือตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.2553

จะมีออกมาจำหน่ายต่อไปหรือไม่นั้น ดร.ปิยรัษฎ์บอกว่า "คงต้องดูกระแสตอบรับก่อน และเราทำครั้งนี้ เราทำเนื่องในโอกาสพิเศษจริงๆ ถ้ามีความต้องการมากในอนาคต เราค่อยมาดูกันอีกที เราไม่อาจบอกได้ว่าจะมีช่วงที่สองหรือไม่ อย่างไร"

พร้อมให้รายละเอียดว่า ขณะนี้โครงการ อพ.สธ.ได้เพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ที่ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ณ สวนจิตรลดา กทม. และที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ คลองไผ่ ลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

สำหรับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบทอดงานอนุรักษ์พันธุกรรม พืชและทรัพยากรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สืบเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2535

เป้าหมายเพื่อให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพืช ให้ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ จนเกิดประโยชน์ถึงชาวไทย และให้มีระบบข้อมูลพันธุกรรมพืช สื่อถึงกันได้ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการพัฒนา และด้านการบริหารจัดการด้านปกปักพันธุกรรมพืชออกสำรวจเก็บรวบรวมและปลูกรักษาพันธุกรรมพืช

ประชาชนผู้สนใจสามารถสั่งจองได้ทั่วประเทศ

 

 

 

เทศกาลร่มบ่อสร้างนี้ได้รับการบรรจุไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยกำหนดให้จัดงานในวันศุกร์ที่ 3 ของเดือนมกราคมของทุกปี จึงเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าชม และซื้อสินค้าหัตถกรรมเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และในปี 2553 ได้กำหนดจัดงานเทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพงครั้งที่ 27 ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 15-17 มกราคม 2553 บริเวณหมู่บ้านบ่อสร้าง หมู่ที่ 3 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

ใครได้ไปเชียงใหม่  ก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวไปช้อปกันนะ  ... เศรษฐกิจจะได้คึกคัก ...

edit @ 13 Jan 2010 10:57:25 by moolucky

edit @ 13 Jan 2010 10:58:30 by moolucky

เทศกาลกินเจ

posted on 19 Oct 2009 10:56 by moolucky

เทศกาลกินเจเริ่มแล้วนะ  ปีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 - 27 ต.ค. 2552  (สำหรับเราวันที่ 17 เป็นวันล้างท้อง แล้วก็จะกินเจมือเช้าวันที่ 28 ต.ค. อีกมื้อนึง  ถึงออกเจ) 

 

ประโยชน์

  1. ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมดทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน สารอาหารที่มีคุณค่าในพืชผักและผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและการย่อยเป็นปกติ
  2. เมื่อรับประทานเป็นประจำโลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลงทำให้อายุยืนยาวมีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส นัยน์ตาแจ่มใสไม่พร่ามัวร่างกายแข็งแรงรู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด มีสุขภาพพลานามัยดี
  3. อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด และอวัยวะประกอบคือ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรงทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์
  4. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้แก่
    1. สารเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สารดีดีที
    2. มลภาวะและก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ซึ่งแพร่กระจายปะปนไปในอากาศที่เราหายใจอยู่เป็นประจำและยังพบว่ามีปะปนอยู่ในแหล่งน้ำดื่มด้วย
    3. กัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์และในการทำสงคราม สารอาหารในพืชผักช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่างๆ
  5. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดาสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ในบรรดาผู้ที่กินอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฏโดยเฉพาะโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าส์ โรคเบาหวานฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ

  1. งดเว้นเนื้อสัตว์หรือทำอันตรายต่อสัตว์
  2. งดนม เนย และน้ำมันที่มาจากสัตว์
  3. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
  4. งดผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม ต้นหอม กุยช่าย รวมทั้งใบยาสูบ สิ่งเสพติดและของมึนเมาต่างๆ
  5. รักษาศีลห้า
  6. รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
  7. ทำบุญทำทาน
  8. นุ่งขาวห่มขาว

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด

 ....กินเจ  รักษาศีล5  ทำกายและใจ ให้บริสุทธิ์  ได้บุญแถมห่างไกลโรคภัยด้วยจ้า....

โอเลย์แจกคูปองส่วนลด 50 บาท  สำหรับใช้ในการลดราคาเพื่อแลกซื้อครีม โอเลย์natural white 1 ชิ้น ขนาด 20 กรัมจาก 99 บาท เหลือ 49  บาท ที่ 7-11 จ้า
 

ก่อนอื่นเข้าเว็บ  www.findfairness.com   เข้าไปสมัครสมาชิกเพื่อเล่นเกมส์ก่อนนะ  แต่เราไม่ต้องไปเล่นเกมส์หรอก  แค่สมัครสมาชิก  แล้วเข้าไปในส่วนที่ให้เล่นเกมส์  จะมีรูป 7-11  ก็คลิกเข้าไปที่นั่น  เขาจะให้คูปองลดราคา 50 บาท อ่ะ

ตั้งแต่  26 ก.ค. - 25 ต.ค. 2552 

อะแคนทะมีบา ภัย คอนแทคเลนส์

 

ดวงตา คือ หน้าต่างที่ทำให้เรามองเห็นโลกกว้าง ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ดี ก็อาจทำให้เราก้าวเข้าสู่โลกมืด หรือมีความผิดปกติทางสายตารุนแรงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากละเลยข้อควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ก็อาจเป็นเหมือนการเปิดประตูต้อนรับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นอย่าง อะแคนทะมีบา เข้ามารุกรานและทำอันตรายต่อดวงตา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.พญ.พนิดา โกสียรักษ์วงศ์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อะแคนทะมีบา เป็นโปรตัวซัวแบบเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในน้ำและดิน มีช่วงชีวิต 2 แบบ คือ

1. แบบ ซีสต์ มีขนาด 10-25 ไมครอน เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพียงแต่จะฝังตัวอยู่นิ่ง ๆ

2. แบบ โทรโฟซอยต์ ที่เคลื่อนไหว มีขนาด 15-45 ไมครอน จะเปลี่ยนรูปร่างจาก ซีสต์ มีฤทธิ์ทำลายดวงตา


อย่างไรก็ตาม เชื้ออะแคนทะมีบา ทั้ง 2 แบบ สามารถทนทานอยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ เช่น หนาวจัด ร้อนจัด แห้งแล้ง ขาดอาหาร สระว่ายน้ำที่ใส่คลอรีน หรือแม้แต่บ่อน้ำร้อน

เกี่ยวข้องอย่างไรกับคนใส่คอนแทคเลนส์

ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ในคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ สามารถพบกระจกตาอักเสบเนื่องจากติดเชื้ออะแคนทะมีบาได้ โดยส่งผลทำให้เกิดอาการ ดังนี้ ปวดตามาก สู้แสงไม่ได้ กระจกตาขุ่น ฝ้า เป็นแผลอักเสบที่กระจกตา ในบางรายดูคล้ายอักเสบเนื่องจากติดเชื้อไวรัสเริม

วิธีรักษา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ในส่วนของการรักษา โดยทั่วไปจะต้องหยอดตาด้วยยาฆ่าเชื้อนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องผสมจากน้ำยาบางชนิดที่ไม่มีขายในท้องตลาด โดยจะต้องหยอดตาบ่อย ๆ เป็นเวลานานหลายเดือน หรืออาจเป็นปี และเฝ้าติดตามดูอาการเป็นระยะ ๆ นานหลายปี เนื่องจากเชื้ออะแคนทะมีบาสามารถมีชีวิตอยู่ในรูปแบบของซีสต์ได้นานหลายสิบปี ดังนั้นเมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีเชื้อโรคที่ไปเป็นอาหารชั้นดีของเชื้ออะแคนทะมีบา ซีสต์ดังกล่าวก็จะแปลงร่างเป็นโทรโฟซอยต์ทำให้ดวงตาอักเสบทันที

ทำอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ

1. ล้างมือทำความสะอาดโดยการฟอกสบู่หลาย ๆ ครั้ง ก่อนหยิบจับคอนแทคเลนส์

2. น้ำยาทำความสะอาดล้างเลนส์ ควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน ไม่เก่าเก็บเกิน 2 เดือนหลังจากเปิดใช้แล้ว

3. ขัดถูล้างเลนส์ทั้ง 2 ด้านเป็นเวลาพอสมควร ตลอดจนล้างขัดถูตลับแช่เลนส์ให้สะอาดทุกครั้งก่อนใส่น้ำยาแช่เลนส์ที่เปลี่ยนใหม่ทุกวัน เพราะโรคนี้มักพบในคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มบ่อยกว่าชนิดแข็ง โดยเฉพาะไม่ล้างทำความสะอาดเลนส์ทุกวันหรือใส่นอน

4. ควรนำตลับแช่เลนส์อบไมโครเวฟทุก 2-3 สัปดาห์ และเปลี่ยนตลับใหม่ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากเชื้อโรคนี้อยู่ทนทาน

หากมีอาการหรือพฤติกรรมต่อไปนี้ อย่าใส่คอนแทคเลนส์

1.เปลือกตาอักเสบ

2.ตาแห้ง

3.เป็นโรคภูมิแพ้

4.ไม่มีเวลาดูแลล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์

เนื่องจากเชื้ออะแคนทะมีบา เป็นสาเหตุสำคัญของอาการกระจกตาอักเสบ และยังส่งผลให้เกิดแผลที่ดวงดา ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ มีความอดทนต่อยาที่ใช้รักษาทุกชนิด ทำให้ต้องหยอดยาเป็นเวลานาน และในบางรายอาจไม่ตอบสนองต่อยา เป็นผลให้เชื้ออาจมีการลุกลามไปทั่วทั้งกระจกตา จนเกิดอาการอักเสบทั้งลูกตาได้

การรักษาต้องหยอดยาเป็นเวลานาน ถ้ามีอาการอักเสบมาก จักษุแพทย์จะทำการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาให้ แต่ก็สามารถกลับมามีเชื้อชนิดนี้ได้อีก จึงต้องเฝ้าติดตามดูอาการเป็นเวลานาน และในบางรายอาจมีอาการหนักถึงขั้นที่ต้องได้รับการผ่าตัดเอาลูกตาออกในที่สุดแม้ว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแล้วก็ตาม เนื่องจากสามารถกลับมามีเชื้อชนิดนี้ได้อีก

ดังนั้น การใส่คอนแทคเลนส์แล้วปฏิบัติตัวไม่ถูกวิธี มีสิทธิติดเชื้อจนตาบอดได้ ยิ่งเห่อใส่ตามแฟชั่น ยิ่งต้องควรระวังมากกว่าปกติ เพราะหากดูแลดวงตาและรักษาคอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี อาจมีเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย หรือแค่ฝุ่นละอองปลิวเข้าตา ก็อาจพาเชื้อ อะแคนทะมีบา เข้าไปได้ด้วยเหมือนกัน ส่วนผู้ที่ไม่มีเวลาทำความสะอาดล้างเลนส์ แนะนำให้ใส่ชนิดรายวันแล้วทิ้ง หรือเปลี่ยนเป็นใส่แว่นตาจะปลอดภัยกว่า เพื่อให้ดวงตาคู่สวยของคุณมองเห็นโลกสดใสและจะอยู่คู่ชีวิตคุณได้ตลอดไป.

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์